นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการบริหารและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับปรุงองค์กรให้แข็งแกร่งที่สุด ลดการสูญเสียที่ไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะถดถอย ทำให้ทุกรายเร่งระบายสินค้าคงเหลือ ถือเป็นปีทองของผู้บริโภคที่มีสินค้าราคาดีๆ ให้เลือก
สำหรับแอล.พี.เอ็น.มีสินค้าคงเหลือที่สร้างเสร็จมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะระบายได้ไม่น้อยกว่า 50% ในจำนวนสินค้าเหลือขายนี้โครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1 เป็นโครงการที่มีสินค้าเหลือขายมากที่สุด ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขายประมาณ 3,000 ยูนิต จากทั้งโครงการที่มีมากกว่า 1 หมื่นยูนิต ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับห้องชุดส่วนหนึ่งปล่อยเช่า รวมๆกันแล้วปี 2562 ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวสร้างรายได้ให้บริษัทเดือนละ 200-300 ล้านบาท
“แม้โครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต มีหน่วยเหลือขายอยู่มากแต่เราไม่รีบขายด้วยการลดราคา เพราะวันนี้โครงการใหม่ในย่านรังสิต ไม่สามารถทำราคาขายยูนิตละ 8 แสนบาทได้เหมือนของเรา แต่ตั้งราคาอยู่ที่ 1 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนที่ดินสูงกว่า ฉะนั้นเรายังสามารถปรับราคาขายเป็น 9 แสนบาทก็ได้ จึงไม่ลดราคา เพราะไม่อยากให้เสียราคา และมูลค่าโครงการก็เสีย จึงทำให้ขายช้า แต่ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับกำไรไว้ได้”

นายอภิชาติ กล่าวอีกว่า “ไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา ขายสินค้าคงเหลือล้วนๆ ได้ยอดมาประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท นโยบายของเราคือ ขายช้าแต่ขายได้ และรักษาระดับกำไรไว้ นอกจากนี้ในองค์กรก็ต้องปรับตัว เปลี่ยนจาก Farmer เป็น Hunter เปลี่ยนพนักงานออฟฟิศทุกคนช่วยกันขายสินค้า ไม่ต้องจ้างพนักงานขายเพิ่ม ถ้าทุกคนช่วยกันขายต้นทุนลดลงเหลือ 0 บาท”
สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 10,000-15,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2562 จากตลาดคอนโดมิเนียมอยู่ในภาวะกำลังซื้อลดลง แต่เชื่อว่าอัตราการเติบโตของกำไรค่อนข้างดี เพราะจะมียอดโอนจากสินค้าที่สร้างเสร็จสามารถโอนถึง 10,000 ล้านบาทตามที่กล่าวมาแล้ว และในปีนี้ยังมีโครงการเปิดใหม่ประมาณ 10 โครงการมูลค่ารวมประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท โดยจะเร่งประสิทธิภาพธุรกิจบริการให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท มาจากการรับบริหารคอนโดฯประมาณ 700 ล้านบาท และรายได้จากซ่อมบำรุงอาคารที่ยังไม่ได้ทำตลาดอย่างจริงจัง ดังนั้นในปีที่ผ่านมาแม้คอนโดมิเนียมขายช้า แต่ได้รายได้จากธุรกิจบริการมาเสริม ทำให้รายได้ของบริษัทยังมีอัตราเติบโตที่น่าพอใจ
นายอภิชาติ กล่าวว่า “ยิ่งสถานการณ์ตลาดอสังหาฯชะลอตัว ผมชอบเพราะแอล.พี.เอ็น.มีนโยบายบริหารสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น D/E Ratio ในสัดส่วนไม่เกิน 1 : 1 โดยหนี้ทั้งหมดอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และทุน 14,000 ล้านบาท เท่ากับเรามีทุนสามารถช้อนซื้อได้ หากว่าเกิดวิกฤติหนักในอีก 3-4 เดือน ข้างหน้า มีโครงการที่ไปไม่ไหว มาขาย LPN มีงบที่พร้อมจะซื้อ 4,000-5,000 ล้านบาท ต้องเป็นของที่ดีและถูก”
สำหรับนายอภิชาติ เข้ารับตำแหน่งกรรมการบริหารและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ประมาณ 2 ปี มีภารกิจสร้างเรตติ้งให้กับบริษัท ฉะนั้นต้นทุนจะลดลงประมาณเกือบ 2% อีกภารกิจคือ ร่วมทุนกับ นายณ์ เอสเตท พัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน เกรดบี-บีบวก บนทำเลพระราม 4 มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท มี IRR ประมาณ 12% แต่ละปีจะมีรายได้เข้ามา 200-300 ล้านบาท ปัจจุบันกำลังเคลียร์พื้นที่ จากนั้นยื่นอีไอเอ คาดว่าประมาณกลางปี 2563 เริ่มตอกเสาเข็ม และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน และกลางปี 2022 เริ่มมีรายรับเข้ามา
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,545 วันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2563


